เมื่อวาน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เจอดี!! โทรศัพท์ไปหลอกลวงเหยื่อแต่ไปเจอสาวแบงก์ จึงย้อนรอยหลอกถามข้อมูลส่งให้ตำรวจขยายผลจับกุม ด้านตำรวจเตือนประชาชน หากมีโทรศัพท์จากบุคคลไม่รู้จักมาสอบถามข้อมูลส่วนตัว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากช่วงนี้กลับมาอาละวาดหนัก
ด้วยความมีสติและหน้าที่การงานที่เกี่ยวข้องกับเงินทอง ทำให้สาวแบงค์คนนี้ ไม่ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่โทรศัพท์เข้ามาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ต้องการสอบปากคำเธอ โดยหลอกว่าเธอไปกู้เงินจากธนาคารแห่งหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือ 1 แสนบาท และบัญชีธนาคารของเธอเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตำรวจได้ประสานขอข้อมูลกับผู้เสียหายและมั่นใจเป็นเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากไต้หวัน ที่ตำรวจกำลังเฝ้าจับตาอยู่
ขบวนการแก็งคอลเซ็นเตอร์ มีการจัดแบ่งหน้าที่กันทำงานเป็นระบบ โดยต้นสายที่โทรหาเหยื่อเรียกพวกนี้ว่า “คอนเซ็นเตอร์” มี 2 ถึง 3 คนเป็นคนไทย สร้างความน่าเชื่อถือกับเหยื่อ โดยวิธีส่งสายให้พูดคุยเป็นทอดๆ ขบวนการที่เหลือมีทั้งทำหน้าที่เปิดบัญชี ม้าวิ่งกดเงิน หัวหน้ากลุ่ม หุ้นส่วนชาวไทยและต่างชาติ และผู้บริหารสูงสุดที่อยู่ในต่างประเทศ ทำหน้าที่เก็บเงินที่ได้จากการหลอกลวงเหยื่อ

ตำรวจให้ข้อมูลว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีมานานนับ 10 ปี ทั้งอยู่ที่จีนและไต้หวัน โดยช่วง 5 ปีแรก เป็นการสุ่มโทรหาเหยื่อ แต่ช่วงหลังพบมีการเจาะจง เลือกเป้าหมายที่เป็นผู้สูงอายุ หรือเหยื่อที่อยู่บ้านลำพัง เนื่องจากหลงเชื่อโอนเงินได้ง่ายกว่า จึงเตือนประชาชนให้มีสติ ไม่พูดโทรศัพท์กับคนที่โทรมาสอบถามข้อมูลส่วนตัว
พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทนรองผู้บัญชากาตำรวจท่องเที่ยว ขึ้นเครื่องบินที่ดอนเมืองไปเชียงใหม่ เพื่อขยายผลจับกุมแก็งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบทรัพย์เพื่อยึดคืน และนำมาชดใช้ให้กับผู้เสียหาย โดยอายัติเงินฝากธนาคารแห่งหนึ่งแล้วกว่า 70 ล้านบาท รวมทั้งพบการโอนเงินของเหยื่อไปยังบัญชีบิทคอยน์ 170 ล้านบาท คาดว่าไม่นานจะออกหมายจับ และจับกุมได้
เฉพาะปีนี้ แก็งคอลเซ็นเตอร์ กลับมาอาละวาดหนัก อ้างเป็นตำรวจ ไปรษณีย์ หรือเจ้าหน้าที่ศาล โดยทั่วประเทศมีการออกหมายจับกว่า 1 ร้อยหมาย จับกุมได้แล้ว 78 หมาย หลบหนีไปต่างประเทศ 7 หมาย เหลือติดตามจับกุมอีก 22 หมาย.

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สำนักข่าวไทย.